"Vitara ในมุมมองของผู้ใช้คนหนึ่ง"
เรื่องและภาพโดย V201
 
   
ผมชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับรถยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอลัมน์ที่เขาทดสอบรถ พอมีโอกาสจะซื้อรถกับเขาบ้างก็เลยต้องหาข้อมูลจากเอกสารต่างๆ และได้ข้อมูลจากเว็บ Vitara4x4 นี้เป็นข้อมูลที่ช่วยได้มากสำหรับการตัดสินใจซื้อรถ และหลังจากที่ซื้อรถ Vitara แล้วก็เลยมาเป็นสมาชิกของ Vitara4x4 Fan Club เห็นว่ามีคนอีกหลายคนสนใจรถรุ่นนี้และมีสอบถามเข้ามาในหน้าเว็บบอร์ดเรื่อยๆ เลยลองเขียนบทความนี้เพื่อจะได้เป็นข้อมูลสำหรับผู้ที่สนใจเปรียบเทียบรถก่อนตัดสินใจซื้อครับ และยังมีอีกหลายท่านที่ใช้ Vitara รุ่น 3 ประตู หรือรุ่นอื่นๆ ก็จะได้ทราบว่า Vitara รุ่นที่มีขายอยู่ในปัจจุบันมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขียนนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้น ไม่ใช่การทดสอบรถแบบมาตรฐาน ข้อมูลบางส่วนอาจจะมีข้อผิดพลาดได้ ซึ่งก็ต้องขออภัยไว้ก่อน

เนื่องจากที่บ้านผมมีรถอยู่แล้ว 1 คันคือ Toyota Corolla ดังนั้นผมจึงคิดว่ารถอีกคันที่จะซื้อก็น่าจะเป็นรถอเนกประสงค์ จะได้ขนของได้ ลุยไปไหนต่อไหนได้ แต่ต้องมีขนาดไม่ใหญ่นักเพราะทำงานในกรุงเทพหาที่จอดรถยาก และที่สำคัญต้องไม่แพงมากด้วย มีรถที่น่าสนใจอยู่หลายคัน ได้แก่

ยี่ห้อ,รุ่น
ราคา (บาท)
ISUZU Vega auto
1,2xx,xxx
Honda CR-V
1,1xx,xxx
Mitsubishi G-wagon 2.8 auto 4WD
1,1xx,xxx
Chevrolet Zafira 1.8 CD
1,1xx,xxx
Toyota Sport Rider 2.5E auto
1,0xx,xxx
Kia Sportage ไม่มีรถใหม่ขายแล้ว  
Nissan TR-super exciter 2WD
89x,xxx
Toyota Sport Cruiser 3.0G auto 4WD
85x,xxx
ISUZU D-max Cab4 4WD auto
8 แสนต้นๆ
Suzuki Vitara 4WD auto
807,500
Toyota Sport Cruiser 2.5E auto
77x,xxx
(ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2545)

บอกตามตรงเลยว่าผมจัด CR-V ไว้อันดับหนึ่ง อยากได้มาก แม้ว่าจะเป็นรถที่ได้รับการวิจารณ์อย่างมากมาย ว่ามีข้อติอย่างโน้นอย่างนี้ แต่จากยอดขายปีละกว่าหมื่นคัน ขายได้คิดเป็นราคารถรวมมากกว่าหมื่นล้านบาทผมว่ามันพิสูจน์ตัวมันเองได้ และลักษณะของรถเหมาะสมกับการใช้งานของผมมาก แต่ติดตรงที่ว่าราคาสูงไปหน่อย ภาระการผ่อนต่อเดือนรับไม่ไหว เลยต้องลดลงมา และคิดได้ว่าถ้าจะต้องซื้อรถราคาเกือบล้านแต่ยังจะต้องเมื่อยขาเหยียบคลัทช์เข้าเกียร์เองคงจะไม่คุ้ม (คิดแบบคนกรุงเทพส่วนใหญ่) เลยตัด TR-exciter ออกไปเพราะไม่มีเกียร์ออโต (ไปลองนั่ง TR-exciter มาแล้วชอบนะ เครื่องเงียบดีและวิ่งนุ่มนวลพอใช้ ถ้าอยู่ต่างจังหวัดก็เชียร์ตัวนี้ล่ะ) และขนาดของรถก็สำคัญเพื่อความสะดวกคล่องตัวในการหาที่จอด (คิดแบบคนกรุงเทพอีกแล้ว) จากตัวเลือกข้างบนก็เลยเหลือคันเดียว Vitara นี่ล่ะ

อย่าลืมว่าผมไม่ได้นำรถเก๋งประเภท Sunny, Civic, Protege, Corolla Altis ซึ่งมีราคาอยู่ระหว่าง 8-9 แสน พวกนี้มาเทียบด้วยเพราะว่ามีรถแบบนี้อยู่แล้วคันหนึ่ง แต่ผู้ที่จะซื้อรถเพียงคันเดียวน่าจะต้องพิจารณาเลือกว่าจะใช้รถเก๋งที่ขับสบายเร็วทันใจ หรือจะใช้รถอเนกประสงค์แบบ Vitara ซึ่งขับได้ไม่เร็วแต่ใช้งานได้หลากหลายกว่า คิดดูนะครับ ถ้าอยู่ต่างจังหวัดก็คงต้องเทียบกับรถกระบะไม่ว่าจะเป็น cab หรือ 4 ประตู ซึ่งก็จะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับผู้ใช้เป็นสำคัญ



รูป Suzuki Grand Vitara ในปฏิทินของ
บ.สยามอินเตอร์เนชันแนลคอร์ปอเรชั่น จำกัด ประจำปี 2546
มีคำอธิบายรถไว้ว่า "OFF ROAD พันธุ์แท้ เครื่องยนต์ 4 สูบ 2000 ซีซี 94 KW/5900 RPM พร้อมเบรค ABS ถุงลมนิรภัยคู่หน้า"






อีกรูป รถซูซูกิที่ (จะ) มีขายในเมืองไทย จากซ้ายไปขวา Caribian Sporty, Vitara Limited1, Vitara, Grand Vitara, Grand Vitara XL7 (ภาพจากปฏิทินของสยามอินเตอร์)



หลังจากการศึกษาหาข้อมูล รวมทั้งอ่านเว็บไซต์ Vitara4x4.com นี่ด้วย ก็ตัดสินใจว่าจะซื้อ Vitara เพราะจริงๆ แล้ว Vitara นับเป็นรถที่ขายได้ด้วยตัวของมันเอง เพราะแทบจะไม่มีโฆษณาเลย แต่ยังคงมียอดขายอย่างต่อเนื่อง แม้ยอดขายจะยังน้อยมากเมื่อเทียบกับรถยอดนิยมอย่าง CR-V ก็ตาม ตรงนี้คงเป็นเพราะบริษัทผู้จำหน่ายไม่สนใจทำตลาด ความจริงถ้ามีการโฆษณาเพิ่มขึ้นบ้าง ก็จะทำให้ยอดขายมากขึ้นเพราะผมเชื่อว่ามีคนสนใจ Vitara อีกมาก แต่หาข้อมูลไม่ได้ ผมเห็นแต่โฆษณาของรถ Suzuki ของร้านเอสที ที่ตรงถนนราชวิถีเป็นกรอบขาวดำยาวไม่ถึงคืบนานๆ ครั้งในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐแค่นั้นเอง และเมื่อเทียบราคา 8 แสนเนี่ยไม่มี SUV รุ่นอื่นจะมาแข่งขัน คนที่อยากได้รถสไตล์ SUV อย่าง CR-V แต่มีเงินไม่ถึงล้านและไม่อยากขับรถกระบะ (เช่นผมเป็นต้น) ก็จะมามอง Vitara เชื่อว่าตลาดยังมีอีกมากสำหรับรถรุ่นนี้ แม้ว่าจะมี Grand Vitara ออกมาอีกก็ตาม ทุกวันนี้ก็เห็น Vitara วิ่งอยู่ตามท้องถนนมากขึ้น เวลาขับรถไปทำงานก็จะต้องเห็นทุกวันอย่างน้อย 1 คัน บางวันเห็น 6-7 คันเลยทีเดียว มีทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ 3ประตู 5ประตู ปนๆ กัน (5 ประตูรุ่นใหม่ที่เพิ่งซื้อไม่นานสังเกตุง่ายจากกาบข้างที่เขาแถมจากโรงงานครับ)

ยอดขายรถ SUV ระหว่างเดือนมกราคม-พฤศจิกายน 2545 จากนิตยสาร 4 Wheels

ยี่ห้อ,รุ่น
ยอดขาย (คัน)
Honda
16,783
Suzuki
887
Land Rover
572
Isuzu
343
Chrysler
270
BMW
185
Mitsubishi
84
Ford
52

ถ้าดูเฉพาะในเดือนพฤศจิกายน 2545 เพียงเดือนเดียว Suzuki ขายรถได้ 71 คัน ในขณะที่ Honda ขายได้ 1705 คัน และ Land Rover ขายได้ 82 คัน (ในข้อมูลไม่ได้ระบุว่ายอดขาย SUV ของ Suzuki เป็นรุ่นไหนบ้าง แต่เชื่อว่าเป็นยอดรวมทั้ง Sporty, Vitara และ Grand Vitara XL7 รวมทั้งจากการสอบถามบริษัทที่ขายพบว่าตอนนี้จำนวนยอดขาย Vitara มีมากกว่า Sporty)

มีคำถามอยู่มากว่า Vitara เป็นรถที่ออกมานานมากแล้ว และเชื่อว่าทางสยามอินเตอร์ฯ ก็อาจจะกำลังเตรียมออก Grand Vitara รุ่นใหม่ที่มีเครื่องขนาด 2000cc ประกอบในเมืองไทยเร็วๆ นี้ (คนละรุ่นกัน Grand Vitara XL7 2700cc ที่เป็นนำเข้านะครับ) ตรงนี้ผมวิเคราะห์เชิงคาดเดาได้จากปฏิทินของ Suzuki ปี 2003 ที่มีรูปรถ Grand Vitara อยู่ด้วย รถรุ่นใหม่นี้มีหน้าตาทันสมัยขึ้นกว่า Vitara เดิมเยอะเลย

 
แต่เมื่อคิดว่า Grand Vitara ที่เป็นรถรุ่นใหม่ก็น่าจะมีราคาแพงขึ้น และการที่มีอุปกรณ์เช่น เครื่องขนาดใหญ่ขึ้น มีถุงลมและระบบ ABS ฯลฯ น่าจะทำให้รถมีราคาเฉียดล้านหรือเกินล้านเล็กน้อย แต่ไม่น่าจะสูงกว่า CR-V ไม่งั้นคงขายยาก คนที่มีงบประมาณน้อยอย่างผม (8 แสนนี่ก็เต็มกลืนแล้ว) เลยคิดว่า Vitara ยังคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดอยู่ ราคาถูกกว่า CR-V ประมาณ 350,000 บาทนี้เป็นเงินไม่น้อยเลยสำหรับผมและผู้ที่อ่านเว็บนี้ส่วนใหญ่ เพราะถ้าไม่มีข้อจำกัดเรื่องเงินก็คงจะไม่มอง Vitara แต่ไปเล่นพวก Land Rover หรือ Cherokee จะดีกว่า และ Vitara รุ่นปัจจุบันเขาตกแต่งเพิ่มเติม พวกกาบข้างและกันชนสีบรอนซ์มาให้เรียบร้อยแล้ว ดูดีขึ้นกว่าเดิม (อันนี้แล้วแต่คนมอง บางคนอาจจะไม่ชอบก็ได้) ก็เลยตัดสินใจเลือก Vitara ตัวปัจจุบันนี้ล่ะ

Suzuki Vitara คันนี้ภรรยาตั้งชื่อให้ว่า สปุกนิก (สปุ๊กนิ๊ก) เนื่องจากหน้าตาและรูปทรงของมันไม่ค่อยเหมาะกับชื่อที่เรียบร้อยหรูหราเท่าไรนัก ตัวรถสีดำเมทัลลิก มีกาบข้างสีบรอนซ์ที่เขาติดมาให้จากโรงงานอยู่แล้ว ทำให้ดูภูมิฐานขึ้นบ้างนิดหน่อย จริงๆ อยากได้รถสีน้ำเงินแต่พอดีตอนซื้อถ้าจะเอาสีน้ำเงิน ต้องรอหลายสัปดาห์เลยเอาสีดำแทน ได้รถเลยครับ สีอื่นที่มีขายก็คือสีแดงและสีทอง

อุปกรณ์ตกแต่งภายนอกของผมมีนิดหน่อย ได้แก่กันชนเหล็กด้านหน้าและด้านหลัง เห็นเขานิยมติดกันก็เลยติดมาบ้าง

บนหลังคาเสริมคานของ Thule สำหรับรองรับกล่องเก็บของ (Thule Polar 100) ที่ยามปกติจะถอดเก็บไว้อยู่ในห้องเก็บของที่บ้าน ตอนแรกว่าจะติดกล่องไว้ถาวรเลย แต่มีปัญหาคือความสูงของกล่อง ทำให้เข้าไปจอดรถในที่จอดรถของศูนย์การค้าบางแห่งไม่ได้ เลยต้องเอาออก พอวางกล่องและเต็นท์อเนกประสงค์บนหลังคาก็ได้ออกมาเป็นแบบนี้ พร้อมเดินทาง…




เบาะนั่งในรถเป็นเบาะหนังแท้สีเทาที่ทางร้านแถมมาให้ คุณสมบัติของ Vitara ที่รถยนต์นั่งทั่วไปและรถกระบะ 4 ประตูไม่มี ก็คือสามารถเอนพนักพิงที่นั่งหลังของ Vitara ลงประมาณ 45 องศา เพื่อเอนหลังนอนเวลาเดินทางได้สบาย ไม่เหมือนกับรถกระบะ 4 ประตูที่พนักพิงหลังจะชันทำให้เมื่อยคอมาก และเบาะหลังของ Vitara สามารถพับปรับเปลี่ยนได้หลายรูปแบบดูรูปต่อไปนะครับ








พื้นที่ด้านหลังเบาะไม่กว้างนัก (แคบกว่า CR-V อยู่พอสมควร) แต่ก็พอใช้งานทั่วไป (เช่นไปทำงาน ไปจ่ายกับข้าว พาลูกไปโรงเรียน หรือพาครอบครัวเล็กๆ ไปกินข้าวนอกบ้าน) ถ้าขนของมากเวลาเดินทางไกล นอกเหนือไปจากการใช้รถในชีวิตประจำวัน แนะนำให้ใช้กล่องเก็บของบนหลังคาดีกว่า จะได้เหลือที่ว่างในรถไว้สำหรับของกินและของใช้ใกล้ตัว รูปนี้เอาสัมภาระด้านหลังออกให้ดู ประตูหลังเปิดได้ 90 องศา มีระบบเซ็นทรัลล๊อค พอไขกุญแจเปิดประตูหลังก็จะเปิดล๊อคหมดทั้งคัน








พับเบาะหลังแล้วได้เนื้อที่ว่างมากขึ้น สายสีแดงๆ ที่เห็นเป็นเชือกที่ผูกไว้ป้องกันเด็กจอมซน ที่ชอบปีนป่ายอยู่บริเวณที่นั่งด้านหลัง ไม่ให้พุ่งทะลุออกมาที่ระหว่างเบาะหน้าเวลารถเบรคกระทันหัน


พอพับเบาะและตลบเบาะหลังทั้งชุดขึ้น ก็จะได้พื้นที่ราบสำหรับขนของที่กว้างพอตัว เอาไปซื้อดินถุงมาปลูกต้นไม้สัก 20-30 ถุง หรือจะเป็นโต๊ะตัวเล็กๆ เก้าอี้ TV ตัวใหญ่ 29-34 นิ้ว หรือเครื่องซักผ้า ได้สบายๆ
มาดูการพับเบาะนั่ง เมื่อมองจากประตูข้างด้านหลัง ที่ด้านล่างของประตูด้านขวา จะมีร่องสำหรับใส่สายยึดเบาะไม่ให้พลิกกลับตกลงมา


ข้อเสียของ Vitara ก็คือเขาไม่แถมเข็มขัดนิรภัยที่นั่งด้านหลังมาให้ ถึงแม้ว่าบางคนจะไม่เคยใช้เลย แต่ผมก็คิดว่ามันน่าจะต้องมีติดมาด้วย ทำให้ผมไม่มีสายสำหรับรัดเบาะนั่งเด็ก (CarSeat) แต่ก็ทำเองได้ เห็นบางคนดัดแปลงเอาเชือกผูกเอาเอง นี่ก็กำลังหาร้านที่จะช่วยติดตั้งเข็มขัดนิรภัยเพิ่มเติมอยู่ครับ อาจจะเป็นแบบรัดเอวอย่างเดียว หรือถ้าได้แบบสามจุดก็ดี
บริเวณ Dash Board หน้ารถมีความสะดวกสบายพอสมควร ด้านซ้ายมือเหนือลิ้นชักเก็บของจะเป็นร่อง ไม่รู้ว่าเขาออกแบบไว้วางอะไรแต่ผมใช้วางกล่องใส่กระดาษทิชชูได้พอดี ด้านขวามือเป็น Land meter ที่วัดมุมเอียงซ้ายขวาและมุมก้มเงยของรถซื้อมาติดเพิ่มราคาสามร้อยกว่าบาทจากวรจักร เพิ่มบรรยากาศของรถลุยได้เล็กน้อย อุปกรณ์อำนวยความสะดวกอื่นๆ พวกกระจกไฟฟ้าทั้ง 4 บาน เซ็นทรัลล๊อค ปรับกระจกมองข้างด้วยไฟฟ้า มีมาให้พร้อมแล้ว ที่กระจกหลังมีใบปัดน้ำฝน/ฉีดน้ำ/ไล่ฝ้าครบ เครื่องปรับอากาศสามารถตั้งเป็น A/C และ Eco เพื่อช่วยประหยัดพลังงานลดภาระของเครื่องยนต์ได้บ้างก็ดีเหมือนกัน

รถคันนี้คันเร่งค่อนข้างอยู่ต่ำกว่าคันเบรคมาก เลยหาแผ่นรองคันเร่งมาติดทับบนคันเร่งเดิม ทำให้ขับสบายขึ้น จุดวางเท้าบริเวณคันเร่งประกอบกับความสูงของเบาะนั่งกำลังดี วางขาได้สบาย ขับไกลๆ ไม่เมื่อยดี แต่เท้าซ้ายจะรู้สึกว่างๆ เพราะไม่มีแท่นรองเท้าซ้ายมาให้ ทำให้รู้สึกขัดๆ บ้างในระยะแรก แต่ต่อมาก็ชินไปเอง
กระจกบังลมหน้าขนาดใหญ่มีพื้นที่ให้ติดป้ายภาษีรถ พรบ. บัตรผ่านต่างๆ ได้มากมายโดยไม่บดบังทัศนวิสัยการมอง กระจกข้างขนาดใหญ่มองเห็นชัดเจนจริงๆ แต่กระจกหน้าต่างด้านข้างคนขับเนื่องจากมีพื้นที่กว้างมาก เวลาขับรถหันข้างให้ดวงอาทิตย์ แสงจะส่องเข้ามาเต็มๆ จะเอาแผ่นบังแดดที่ติดมากับรถหันมาปิดด้านข้างก็ปิดไม่หมด ควรซื้อแผ่นบังแดดมาติดเพิ่มเติมจะดีกว่า โดยเฉพาะคุณสุภาพสตรีที่มักจะถนอมผิวพรรณยิ่งชีพ เคยเห็น Vitara อยู่คันหนึ่งติดม่านหน้าต่างทั้งคันเลย

สิ่งที่ Vitara ขาดไปก็คือที่วางแก้วน้ำ เลยต้องแก้ปัญหาโดยไปซื้อที่วางแก้วน้ำมาติดตรงใกล้ๆ เบรคมือ พอแก้ขัดไปได้ ข้างใต้ที่วางแก้วน้ำจะเป็นกล่องเก็บของเล็กๆ
สมรรถนะการขับขี่

ในส่วนของสมรรถนะการขับขี่ ผมแบ่งออกเป็นสามส่วนซึ่งเป็นข้อมูลที่คนส่วนใหญ่อยากรู้ ได้แก่เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรอบเครื่องกับความเร็วเดินทาง อัตราเร่ง และอัตราการกินน้ำมัน เชิญติดตามได้ครับ

ความเร็วเดินทาง

ความเร็วที่เหมาะสมสำหรับการเดินทางของ Suzuki Vatara น่าจะอยู่ที่ 90-110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จริงๆ แล้วสามารถขับได้เร็วกว่านี้ วิ่งเดินทาง 120-130 ก็ยังได้ แต่จะเปลืองน้ำมันและการทรงตัวจะไม่ดีนัก รถทรงสูงแบบนี้ต้องระวังเรื่องการเบรคที่ความเร็วสูงๆ ไว้ด้วย จากกราฟความสัมพันธ์ระหว่างความเร็วเดินทางที่เกียร์ 4 และรอบเครื่องยนต์ ความเร็วที่ 95-100 กม./ชม. น่าจะเหมาะสมที่สุดเพราะรอบเครื่องยนต์จะอยู่ไม่เกิน 3000 รอบ/นาที ความเร็วขนาดนี้ใช้เดินทางบนถนนเมืองไทยในต่างจังหวัดที่มีหลุมบ่อลอนคลื่นได้กำลังดี และไม่รบกวนจิตใจคุณตำรวจด้วย ความเร็วสูงสุดตามเอกสารบอกไว้ว่า 146 กม/ชม สำหรับรุ่นเกียร์ออโต ผมยังไม่เคยขับเร็วขนาดนั้นเพราะสงสารรถครับ

 


ความสัมพันธ์ระหว่างความเร็วกับรอบเครื่องยนต์ (โดยประมาณ)
อัตราเร่ง

วิธีที่นิยมใช้เปรียบเทียบอัตราเร่งของรถยนต์วิธีหนึ่งก็คือ การจับเวลาที่รถต้องใช้ในการวิ่ง ตั้งแต่หยุดนิ่งจนถึงความเร็ว 100 กม./ชม. ซึ่งเป็นความเร็วปรกติที่ใช้กัน เท่าที่ผมลองจับเวลารถ Vitara ของตัวเองได้เวลา 16.59 วินาที ซึ่งมากกว่าเวลาที่เขารายงานไว้เล็กน้อย (สงสารเครื่องยนต์ของรถเวลาเห็นเข็มวัดรอบขึ้นใกล้ขีดแดงเลยไม่ได้เหยียบคันเร่งจนสุดๆ) แต่เพื่อให้ข้อมูลเป็นมาตรฐานเดียวกันจึงขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบอัตราเร่งของรถรุ่นต่างๆ จากข้อมูลของหนังสือ On the Roadให้ดูในภาพ จะเห็นได้ว่าอัตราเร่งของ Vitara จะช้ากว่ารถเก๋งเครื่อง 1.6 ทั่วไป แต่ก็จะดีกว่ารถกระบะส่วนใหญ่ เรียกว่าอยู่ตรงกลางๆ ครับ
 


ข้อมูลอ้างอิงจาก วารสาร On The Road (Issue 1 October-December 2002)
อัตราการกินน้ำมัน

อัตราการกินน้ำมันเฉลี่ยของรถผมอยู่ที่ประมาณ 10 กม./ลิตร สำหรับการเดินทางทั้งในเมืองและนอกเมืองจากบางพลีไปทำงานแถวๆ สามย่าน จะมีทั้งช่วงรถติดบนทางด่วนและพระรามสี่ ผสมกับการวิ่งทางยาวบนถนนบางนา-ตราด เป็นระยะทางพอๆ กัน มีการเดินทางไปต่างจังหวัดบ้าง (ชลบุรี) การวัดอัตราการกินน้ำมันของรถผมน่าจะใกล้เคียงความเป็นจริงพอสมควร เพราะรถใช้ล้อและยางเดิมๆ จากโรงงาน ไม่ได้มีการเปลี่ยนขนาดของยาง แต่ก็มีข้อที่ต้องคำนึงคือรถไปติดตั้งกันชนเหล็กและคานบนหลังคา ของพวกนี้จะเพิ่มน้ำหนักและต้านลมทำให้รถต้องเสียกำลังไปบ้าง (ยอมเสียเงินค่าน้ำมันเพิ่มเล็กน้อยแลกกับความเท่ห์บึกบึน) ไม่แน่ใจว่าถ้าเป็นสภาพเดิมๆ ทั้งหมดน่าจะกินน้ำมันน้อยกว่านี้อีกเล็กน้อยแต่ก็ไม่น่าจะเกิน 2-3%

 


อัตราการกินน้ำมันจากการวัดทั้งหมด 7 ครั้ง ครั้งละ 300-400 กม. รวมระยะทางวิ่งประมาณ 24xx กม.
อธิบายเพิ่มเติมเล็กน้อย ยางที่ติดรถมาจากโรงงานเป็นยาง Bridgestone RD401 ขนาด 195 SR 15 มีความสูงของยาง (เส้นผ่านศูนย์กลางวงล้อ) 689 มม. (82 ซีรีส์) ถ้าเปลี่ยนเป็นยางขนาด 205/70R15 เช่น Bridgestone DUELER H/T684 จะมีความสูงลดลงเหลือ 669 มม ซึ่งถ้าคำนวณคร่าวๆ จะทำให้การวัดระยะทางวิ่งหรือความเร็วของรถเพี้ยนไปประมาณ 3% เป็นต้น ยิ่งถ้าเปลี่ยนยางเป็นขนาดใหญ่ๆ นี่ยิ่งจะเพี้ยนมากไปอีก ดังนั้นถ้าจะเปลี่ยนยางให้มีขนาดใกล้เคียงกับของเดิม ควรใช้ขนาด 225/70R15 (697 มม. ขนาดความสูงเพี้ยนจากเดิมไป 1.16%) แต่ต้องเปลี่ยนล้อที่มีความกว้างกะทะ 6.5x15 (เปลี่ยนเป็นแมกซ์) จึงจะเหมาะสม (ข้อมูลจากฝ่ายบริการทางเทคนิคของบริจสโตนครับ)

เปรียบเทียบอัตราการกินน้ำมันระหว่าง Vitara กับ Toyota Corolla 1.8 SEG
เนื่องจากผมมีรถสองคัน เลยนำตัวเลขมาให้ดูเปรียบเทียบกันได้ดังนี้
Corolla 1800cc ระยะทางวิ่งรวม 110,xxx กม. จดบันทึกปริมาณการใช้น้ำมันโดยตลอด นำมาคำนวณอัตราการกินน้ำมันเฉลี่ยได้ 12 กม./ลิตร (+/- 1 กม./ลิตร)
Vitara 1600cc ระยะทางวิ่งรวม 1,7xx กม. กินน้ำมันเฉลี่ย 10 กม./ลิตร (+/- 0.6 กม./ลิตร)
ข้อแตกต่างที่สำคัญคือที่ความเร็วเท่ากัน Vitara ใช้รอบเครื่องสูงกว่า เพราะเครื่องมีกำลังน้อยกว่าและน้ำหนักรถค่อนข้างมาก เรียกว่าต้องแบกน้ำหนักมากกว่า ลองดูอัตราส่วนน้ำหนักรถต่อแรงม้าข้างล่างเปรียบเทียบกับข้อมูลรถรุ่นอื่นๆ ดูนะครับ

น้ำหนักรถ (กก.)/แรงม้า (พีเอส) (ค่าโดยประมาณนะครับ รวบรวมตัวเลขจากเอกสารโฆษณารถและวารสารรถยนต์หลายเล่มรวมกัน กรุณาอย่าใช้อ้างอิง)

ยี่ห้อ,รุ่น
น้ำหนักรถ (กก.)/แรงม้า(พีเอส)
Honda Civic 1.7 VTI (auto/ASL)
1150/130=8.84
Mercedes-Benz C200 Kompressor
1490/163=9.14
Nissan Sunny NEO 1.6
1130/118=9.57
Nissan Cefiro 2.0L (V6)
1490/150=9.93
Corolla 1.8SEG auto (AE112)
1158/116=9.98
Honda new CR-V
1525/150 = 10.16
Chevrolet Zafira 2.2CDX
1482/144.83=10.23
Kia Sportage 2.0
1490/136=10.9
Chevrolet Zafira 1.8CDX
1452/123.37=11.77
Nissan TR-exciter 4WD
1875/150=12.5
Mazda Fighter Double cab 4WD 2500cc turbo
1518/121=12.54
Suzuki Vitara 1.6 JLX auto
1230/96=12.81
Suzuki Caribian Sporty
1.3 975/69=14.13
Isuzu D-max Cab4 4WD auto
1720/120=14.33
Toyota Sport Cruiser 3.0E auto (D4D)
1830/125=14.64
Mazda Fighter Double cab 2WD auto 2900cc
1532/102=15.01
Toyota Sport Cruiser 2.5Eauto (D4D)
1700/102=16.67
Toyota Sport Rider 2.5E auto (D4D)
1820/107=17
Nissan TR-exciter 2WD
1809/105=17.23
Mitsubishi Strada G-wagon 2.8auto 4WD
1860/104=17.88

จะเห็นได้ว่าเครื่องยนต์ Vitara มีแรงม้าไม่สูง(96 PS) และจะต้องแบกน้ำหนักรถมากกว่า พวกรถเก๋งทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นรถยอดนิยมอย่าง Corolla, Civic, Sunny ที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดประมาณ 1600 ซีซี เท่ากัน เมื่อหารตัวเลขออกมาจึงเห็นได้ว่าม้าแต่ละตัวที่เครื่องยนต์ของ Vitara ผลิตกำลังออกมาได้นี่ต้องใช้ดึงน้ำหนักรถประมาณ 12.8 กิโลกรัม นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ Vitara กินน้ำมันมากกว่า การที่น้ำหนักรถมากส่วนหนึ่งก็เพราะโครงสร้างตัวถังที่เป็นแชสซี ซึ่งจะมีความแข็งแรงทนทานกว่านั่นเอง ซึ่งก็นับว่าเหมาะสมกับรถแบบ 4WD แต่เมื่อเทียบกับรถกระบะและ SUV ที่ดัดแปลงจากรถกระบะหลายรุ่นเช่น Sport Rider, G-wagon, TR-exciter ที่ม้าแต่ละตัวต้องรับภาระน้ำหนัก 14-17 กิโลกรัม จะเห็นได้ว่า Vitara ก็ยังแบกน้ำหนักน้อยกว่าครับ

 
วิจารณ์ข้อดี-ข้อเสียของ Vitara ในมุมมองของผม

รถทุกคันย่อมมีข้อดีและข้อเสียที่ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน บางครั้งข้อดีของคนหนึ่งอาจจะเป็นข้อเสียของอีกคนหนึ่งก็ได้ ผมจึงเสนอในที่นี้ว่าข้อดีข้อเสียที่เขียนในที่นี้เป็นมุมมองของผมเท่านั้นครับ และเนื่องจากผมเป็นคนใช้รถรุ่นนี้ ความคิดเห็นก็จะค่อนไปทางด้านบวกมากกว่าด้านลบ (ถ้าเป็นลบก็คงไม่ซื้อมาใช้หรอก) ดังนั้นผู้อ่านคงต้องพิจารณาดูด้วยนะครับถ้าจะใช้เป็นข้อมูลในการเลือกซื้อรถ เพราะท่านอาจจะมีความเห็นที่ต่างจากผม ตอนแรกว่าจะเปรียบเทียบเป็นข้อๆ แต่เปลี่ยนใจเป็นเขียนแบบบรรยายดีกว่า

Vitara เป็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อที่มีขนาดเล็ก จึงได้ความสะดวกสบายในการขับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับในเมือง เข้าถอยจอดตามที่จอดรถของศูนย์การค้า ถ้าใครเคยขับรถขึ้นที่จอดรถแคบๆ แบบพันธุ์ทิพย์พลาซาก็จะรู้ว่าเอารถกระบะขึ้นไม่สนุกเลย ส่วนการใช้ในพื้นที่ทุรกันดาร ก็จะมีน้ำหนักเบากว่ารถอื่นๆ และขนาดที่เล็กกระทัดรัดทำให้สะดวกกับการเคลื่อนที่เข้าช่องทางแคบๆ แต่ก็นั่นแหละ ขนาดของรถก็จะเล็กกว่า SUV หรือรถขับสี่ล้ออีกหลายรุ่นอย่าง Pajero หรือ Prado ซึ่งบางคนก็จะมองว่าอึดอัดไปหน่อย ตรงนี้ผมขอให้ไปลองดูรถตัวจริงก่อนครับ สำหรับผม Vitara เหมาะสำหรับนั่ง 3-4 คน ถ้านั่ง 5 คนก็จะไม่สบายนัก

การบรรทุกข้าวของจำนวนมากก็มีความจำกัดบ้างเมื่อเทียบกับรถรูปทรงแวนรุ่นอื่นๆ เช่น Sport Rider หรือ G-wagon แต่พื้นที่ใช้สอยภายในห้องโดยสารของรถก็จะกว้างกว่าเมื่อเทียบกับรถเก๋งขนาดกลางทั่วไป ยิ่งถ้าใช้เป็นรถครอบครัวนี่ก็สะดวกเพราะคนที่นั่งเบาะหลังจะสามารถหยิบของที่วางไว้ตอนท้ายรถได้เลย ครอบครัวที่มีเด็กเล็กๆ เดี๋ยวต้องหยิบขวดนม หยิบผ้าอ้อม หยิบของกิน ฯลฯ น่าจะชอบมาก สะดวกหยิบกว่ารถกระบะ 4 ประตูทั่วไป และสามารถเอนเบาะนอนได้ทุกตัว ตรงนี้จะเห็นได้ว่า Vitara จะอยู่ตรงกลาง ระหว่างรถเก๋งและรถกระบะ 4 ประตู เมื่อเทียบประสิทธิภาพกับราคาจะเห็นได้ว่ามันน่าใช้ สิ่งที่ขาดก็คือความหรูหราของรถราคาแพง ตรงนี้ทำอย่างไรก็แก้ไม่ได้ครับ สิ่งที่คนใช้ Vitara มักจะทำก็คือเน้นตกแต่งรถเพื่อความสวยงามสนุกสนานไปแทน ถ้าสังเกตุรถ Vitara ที่วิ่งบนท้องถนนจะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่เจ้าของมักจะติดโน่นเติมนี่เข้าไป หรือไม่ทางร้านก็จะเติมมาให้ ไม่ค่อยเห็นสภาพเดิมๆ 100% สักเท่าไรนัก แต่ถ้าจะแต่งรถจริงจังก็มีอุปกรณ์ให้เลือกแต่งได้ไม่น้อยเลย

การบำรุงรักษารถ ถ้าจะพึ่งศูนย์บริการหลักๆ ที่กรุงเทพก็มีเช่นตรงศูนย์ใหญ่อนุสาวรีย์ชัยฯ ศูนย์มาพร ศรีนครินทร์ ศูนย์รามอินทรา กม4 ฯลฯ ตัวศูนย์บริการจะไม่หรูหราเหมือนศูนย์รถยี่ห้ออื่นๆ พวก โตโยตา ฮอนด้า แต่ก็พอเหมาะกับการซ่อมบำรุงตามระยะทาง ส่วนอู่ซ่อมข้างนอกก็หาได้ (ลองดูข้อมูลในเว็บนี้) และที่สำคัญมีชมรมผู้ใช้รถที่จะเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญ ดูภาพโดยรวมแล้วพอใช้ได้ครับ ตรงนี้ผมเองไม่สามารถวิจารณ์อะไรได้มากนักเพราะรถยังใหม่อยู่

สมรรถนะการขับขี่โดยทั่วไปพอยอมรับได้ ถ้าเป็นคนที่ชอบขับรถเก๋งที่ความเร็ว 130 ขึ้นไปไม่แนะนำให้ใช้ครับ คือถ้าชอบความเร็ว Vitara นี้ไม่เหมาะเลยเพราะมันเป็นรถขับ 4 ล้อทรงสูงและเครื่องก็ไม่แรงนัก แต่จะเหมาะกับการขับแบบสบายๆ ในเมืองหรือไปท่องเที่ยวมากกว่า เกียร์ออโตเมติคช่วยให้ขับง่าย การเปลี่ยนเกียร์นุ่มนวลพอสมควร โดยเฉพาะสุภาพสตรีก็ขับได้ง่ายมาก และความสูงของรถทำให้ได้ทัศนวิสัยที่ดี ตอนแรกผมอ่านในเวบบอร์ดเรื่องทัศนวิสัยก็ไม่รู้สึกอะไร เคยขับแต่รถเก๋ง พอมาใช้ Vitara ถึงได้เข้าใจว่าทำไมคนถึงนิยมรถทรงสูงมากขึ้น เพราะมันมองได้สบาย มองข้ามรถเก๋งคันหน้าไปดูได้ว่ารถมันติดอะไรกัน วิ่งบนทางพิเศษก็ยังได้ดูวิวข้างทางบ้างดีกว่ามองเห็นแต่ขอบรั้วกั้นทาง

จุดที่ทำให้เลือกซื้อรถรุ่นนี้ที่สำคัญที่สุดคือราคาครับ ราคา 8 แสนบาททำให้ Vitara เป็นรถ SUV ที่ถูกที่สุดในตลาด ณ เวลานี้ (ปลายปี 2545-ต้นปี 2546) แต่จะว่าไป 8 แสนบาทนี่ก็เป็นเงินไม่น้อยเลยสำหรับมนุษย์กินเงินเดือนทั่วไป ในปี 2546 จะมีรถรุ่นใหม่ๆ เช่น รถกระบะฟอร์ดที่ต่อเป็นรถอเนกประสงค์ รถ G-wagon ที่ปรับปรุงเครื่องยนต์ใหม่ให้มีกำลังแรงขึ้น มีรถ mini-van ออกมาอีกหลายรุ่น แต่เท่าที่ทราบราคาไม่น้อยกว่า 9 แสนขึ้นไปทั้งนั้น ส่วนใหญ่เกิน 1 ล้านบาท ถ้าจะเลือก SUV คันย่อมๆ สำหรับใช้งานอเนกประสงค์ของครอบครัว วิ่งในเมืองสะดวก ลุยทางวิบากก็ได้ และราคาไม่แพงเกินไปนัก Vitara ก็เป็นตัวเลือกหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม

 
อย่างที่ได้เขียนไว้ข้างต้น ข้อมูลนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผมเท่านั้น หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจรถรุ่นนี้บ้างตามสมควรครับ
V201